Thursday, 9 February 2023
NEWS

‘ลุงหนู’ กำชับ ‘สธ. - คมนาคม - ท่องเที่ยว’ อำนวยความสะดวก - ดูแลมาตรการโควิดทัวร์จีน

(5 ก.พ.66) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (6 ก.พ.) จะเป็นวันแรกที่ทางการจีนจะเริ่มอนุญาตให้ชาวจีนเดินทางไปท่องเที่ยวแบบหมู่คณะหรือกรุ๊ปทัวร์ได้ใน 20 ประเทศซึ่งรวมถึงประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้กำชับหน่วยงานในกำกับ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ตรวจความพร้อมในด้านต่างๆ สำหรับการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ตลอดจนการดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานการควบคุมโรค

ทั้งนี้ หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนประเมินสอดคล้องกันว่านักท่องเที่ยวจีนจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะแม้จะมีการอนุญาตให้เดินทางเป็นกรุ๊ปทัวร์ไปต่างประเทศ แต่บริษัทท่องเที่ยวที่หยุดดำเนินการมานานเกือบ 3 ปี จะต้องใช้เวลาในการปรับตัว โดยบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) ประเมินว่าปริมาณเที่ยวบินจากจีนมายังประเทศไทยตลอดปี 66 จะอยู่ที่ 36,896 เที่ยวบิน เพิ่มจากปี 65 ร้อยละ 227.6% หรือ 2 เท่า โดยเที่ยวบินจะเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปและจะมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และคาดว่าจะกลับมาเท่ากับปี 62 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ได้ในปี 67

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับความพร้อมด้านคมนาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้มีการติดตามการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด โดยในวันที่ 9 ก.พ.นี้ มีกำหนดการตรวจเยี่ยมและติดตามข้อสั่งการต่างๆ ที่ท่าอากาศสุวรรณภูมิ ซึ่งนอกจากการลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของจุดบริการต่างๆ ในท่าอากาศยาน จะมีการประชุมผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ซึ่งเป็นท่าอากาศยานระหว่างประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์ของแต่ละท่าอากาศยานภายหลังสาธารณรัฐประชาชนจีนเปิดประเทศ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการขนถ่ายกระเป๋าสัมภาระในท่าอากาศยานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ที่มา: https://siamrath.co.th/n/420615

‘รมช.มนัญญา’ เคาะ 86 ลบ. ช่วยเกษตรกรอุทัยธานี บรรเทาความเดือดร้อน หลังประสบภัยพิบัติ

(4 ก.พ.66) นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัดอุทัยธานี โดยมี นายอลงกต วรกี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี, นายธนะสิทธิ์ ธนากีรตินันท์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุทัยธานี หัวหน้าส่วนราชการ และเกษตรกรจำนวน 240 คน เข้าร่วม ณ หอประชุมอาคารภักดี เทศบาลตําบลสว่างอารมณ์ อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ว่า...

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหลักในการช่วยเหลือเยียวยาให้กับเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ตลอดจนส่ง เสริมสนับสนุน ปัจจัยพื้นฐานทางการเกษตร โดยในปี 2565 ที่ผ่านมา จังหวัดอุทัยธานีมีเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยพิบัติด้านการเกษตร ส่งผลให้ได้รับความเดือดร้อนทั้งด้านพืช ด้านประมง และด้านปศุสัตว์ ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ วงเงินขอความช่วยเหลือ จำนวน 187,019,539.50 บาท ซึ่งจังหวัดอุทัยธานีได้รับการอนุมัติโอนเงินช่วยเหลือแล้ว จำนวน 86,221,714.50 บาท ได้แก่...

1.) ด้านพืช เกษตรกรได้รับเงินรวม 3,173 ราย วงเงิน 85,719,118 บาท 

2.) ด้านประมง เกษตรกรได้รับเงินรวม 19 ราย วงเงิน 108,856.50 บาท

และ 3.) ด้านปศุสัตว์ เกษตรกรได้รับเงินรวม 22 ราย วงเงิน 393,740 บาท ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างขออนุมัติขยายวงเงินจากกรมบัญชีกลาง เพื่ออนุมัติโอนเงินให้แก่เกษตรกรต่อไป

เพิ่มศักยภาพ!! จังหวัดตราด ติวเข้มกระบวนการรักษาคุณภาพสับปะรดตราดสีทอง เพื่อการส่งออก

วันที่ 31 ม.ค. 66 นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานเปิดกิจกรรมอบรมการจัดทำกระบวนการและอบรม เพื่อรักษาคุณภาพสับปะรดตราดสีทองเพื่อการส่งออก ซึ่งจังหวัดตราด โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด จัดขึ้นโดยมีเกษตรกร ผู้ปลูก ผู้แปรรูป และผู้รวบรวมสับปะรดตราดสีทองเพื่อการส่งออก เข้าร่วมที่ห้องประชุมโรงแรมเขาสมิงพาราไดซ์ อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

นางวรัญญา ถนอมพันธ์ พาณิชย์จังหวัดตราด กล่าวว่า กิจกรรมอบรมการจัดทำกระบวนการและอบรม เพื่อรักษาคุณภาพในสับปะรดตราดสีทองเพื่อการส่งออก ได้รับการสนับสนุนและจัดสรรงบประมาณจากจังหวัดตราด ภายใต้โครงการตามแผนปฏิบัติราชกากร ประจำปีของจังหวัดตราด พ.ศ. 2566 โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเกษตร การค้า การท่องเที่ยวและบริการกิจกรรมหลัก เพิ่มมูลค่าการค้าเชื่อมโยงเศรษฐกิจพิเศษและประเทศเพื่อนบ้าน

ทะเลคลั่ง!!! จมคาเฟ่เรือโจรสลัด ล่มกลางทะเลพัทยา จนท. พร้อมเรือท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียง เร่งเข้าช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2566 เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์เมืองพัทยา ได้รับแจ้งว่า เรือคาเฟ่เรือโจรสลัด ถูกคลื่นซัดอย่างหนักทำให้เกิดจมน้ำ หลังรับแจ้ง กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ เมืองพัทยา ได้ไปตรวจสอบบริเวณท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย พบว่าคลื่นลมแรงมาก เรือท่องเที่ยวหลายลำได้วิ่งไปทำการช่วยเหลือพนักงานที่อยู่ในเรือ โดยสามารถช่วยเหลือมาได้อย่างปลอดภัย

นาย โทนี่ เวียดนาม อายุ 37 ปี ชึ่งเป็นพนักงานร่มเตียงชายหาดเล่าว่า ช่วงเวลา 15.00 น. ของวันนี้ ได้สังเกตเห็นว่าเรือโป๊ะที่ออกแบบลักษณะเป็นเรือโจรสลัด ได้ล่มกลางอ่าวพัทยา ชึ่งทำให้ข้าวของที่อยู่บนเรือลอยมาติดพื้นที่ชายหาด ตนจึงได้เก็บขึ้นไว้บนฝั่งก่อน เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่หรือเจ้าของเรือมาติดต่อขอรับของดังกล่าวไป จากที่สังเกตุเห็นว่าเรือนั้นค่อย ๆ เอียงลง แต่จากการสอบถามแล้วเบื้องต้น ยังไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนเรื่องการเกิดเหตุนั้น ยังไม่มีใครรู้ถึงการเกิดเหตุในครั้งนี้

สำหรับ คาเฟ่เรือโจรสลัดกลางทะเล จะตกแต่งเรือเหมือนเรือโจรสลัดแบบในหนัง Pirates of the Caribbean โดยบนเรือมีทั้งอาหารและเครื่องดื่มให้บริการ แถมยังมีดนตรีสด มีบริการตกหมึก ในคาเฟ่เรือโจรสลัดจะมีที่นั่งให้เลือก 2 โซน มี 2 ชั้น สามารถมองเห็นวิวทะเลรอบเมืองพัทยา 360 องศา

PROGRAM

‘ลุงหนู’ เตรียมนำทัพหาเสียง จ.กาญจนบุรี พร้อมเปิดตัว 5 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ภูมิใจไทย

(8 ก.พ.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างวันที่ 10 - 11 ก.พ.นี้ พรรคภูมิใจไทย นำทีมโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมแกนนำพรรค จะลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน ตลอดจนจัดเวทีปราศรัย ใน 2 จังหวัด ได้แก่ จ.กาญจนบุรี และ จ.นครปฐม พร้อมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. โดยในวันที่ 10 ก.พ.นี้ เริ่มที่ จ.กาญจนบุรี โดยตั้งแต่เวลา 15.45 น. จะขึ้นรถแห่พบปะประชาชนพี่น้อง ชาว จ.กาญจนบุรี

จากนั้น เดินทางถึงศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เพื่อสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แล้วเดินทางไปวัดไชยชุมพลชนะสงคราม พระอารามหลวง (วัดใต้) กราบสักการะรูปหล่อพระวิสุทธิรังษี (หลวงปู่เปลี่ยน) และกราบพระเทพปริยัติโสภณ (เจ้าคุณปัญญา) เจ้าอาวาส เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี

จากนั้น นายอนุทิน และคณะจะเดินทางถึงท่าเรือวัดใต้ แล้วเดินทางโดยทางเรือล่องแม่น้ำแม่กลองเดินทางผ่านบ้านลิ้นช้าง เข้าสู่แม่น้าแควใหญ่ แวะทักทายชาวเรือ ชาวแพที่ท่าเรือเทียบแพแควใหญ่ (เกาะรัตนกาญจน์) ก่อนขึ้นปราศรัยใหญ่ ในเวลา 17.45 น. ณ ลานเอนกประสงค์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว

นายอนุทิน จะเปิดปราศรัยถึงบริเวณพื้นที่ปราศรัย ทักทายประชาชนและ เปิดตัว ว่าที่ส.ส.กาญจนบุรี  พรรคภูมิใจไทย ทั้ง 5 เขต ประกอบไปด้วย พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1, นายสมเกียรติ วอนเพียร ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2, นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ผู้สมัคร ส.ส. เขต 3, นายธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ  ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 และนายอัฏฐพล โพธิพิพิธ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 5

ส่วนในวันที่ 11 ก.พ. ที่ จ.นครปฐม เวลา 13.00 น. นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เข้าสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ และกราบขอพรพระร่วงโรจนฤทธิ์ จากนั้นเยี่ยมชมพระราชวังสนามจันทร์ ถวายสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เยี่ยมชม อนุสาวรีย์ย่าเหล พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ จากนั้น 16.00 น. นายอนุทิน จะได้เปิดเวทีปราศรัย นำเสนอนโยบายพรรคภูมิใจไทยพร้อมเปิดตัวนายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. นครปฐม เขต 4

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ในช่วงเย็นของวันที่ 13 ก.พ.นี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะยกแกนนำพรรคบุก จ.กาญจนบุรี เช่นเดียวกัน โดยจะเป็นการเปิดปราศรัยใหญ่ต่างจังหวัดครั้งแรก ของพล.อ.ประวิตร พร้อมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กาญจนบุรี ทั้ง 5 เขต ซึ่งจะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่หมด เนื่องจาก อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคพลังประชารัฐ ทั้ง 4 คน ได้ย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทยแบบยกทีมทั้ง 4 คนหมดแล้ว

'อนุทิน' กล่าวปราศรัยบนเวที ที่ชุมชนบ่อนไก่ ขณะช่วย 'ส้ม-พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์' หาเสียง

เมื่อวานนี้ (6 ก.พ.66) ที่ศูนย์เยาวชนปทุมวัน กทม. พรรคภูมิใจไทย จัดเวทีปราศรัยย่อยช่วย น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตปทุมวัน หาเสียง นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ หัวหน้าทีม กทม.พรรคภูมิใจไทย, นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ, นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรค, นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี และรองหัวหน้าพรรค, น.ส.กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. และสมาชิกพรรคร่วมขึ้นเวทีครั้งนี้

น.ส.พัชรินทร์ กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนทุกคนที่สนับสนุนตนมาตลอดการเป็น ส.ส.เขตปทุมวัน ตนรู้สึกว่าทุกคนเป็นคนในครอบครัว และความตั้งใจของตนยังเหมือนเดิม คือต้องการรับใช้ประชาชน เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้พี่น้องประชาชน

ขณะที่ นายศุภชัย ปราศรัยตอนหนึ่งว่า ครั้งที่แล้วเราเลือกความสงบจบที่ลุงตู่ แต่ตอนนี้ความสงบมีเกินไปแล้ว แต่สิ่งที่ไม่มีคือเงินในกระเป๋า ถ้าจะให้คนเดิมบริหารประเทศ 8 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่ามันไม่ได้แล้ว พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะขายความสงบอยู่ ตนว่ามันไม่ได้แล้ว ขณะที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ระบุว่ายังเป็นนายกฯ ได้ เนื่องจากอายุยังไม่ถึง 75 ปี ตนก็ว่ามันสามารถเป็นไปได้ตามสิทธิ์ แต่ส่วนตัวตนมองว่าคนที่เหมาะสม คือ นายอนุทิน

จากนั้นเวลา นายอนุทิน ขึ้นปราศรัยเป็นคนสุดท้าย โดยกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมีความแน่วแน่ในการจะมารับใช้ประชาชนชาวบ่อนไก่ และชาว กทม. ตนเป็น ส.ส. มาแล้ว 10 ปี แต่ไม่เคยได้ใจคน กทม. สักเท่าไหร่ แต่มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้ชาว กทม. ใจอ่อนให้พรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคได้นำเสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชน พร้อมมั่นใจว่าวันนี้ภูมิใจไทยพร้อมรับใช้ชาว กทม. เหมือนที่รับใช้ประชาชนคนไทยตลอด 4 ปีผ่านมา ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เช่น เรื่องคมนาคม สาธารณสุข และการท่องเที่ยว

'อนุทิน' ขอโทษ 'บิ๊กตู่' ปมลูกพรรคหาเสียงเหน็บ ความสงบจบที่ลุงตู่ เป็นเรื่องที่ขายไม่ได้ ลั่น จะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นอีก

(7 ก.พ.66) เวลา 08.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี กรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นปราศรัยหาเสียง ในระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 66 ที่ผ่านมา โดยระบุว่าตอนหนึ่งว่า ครั้งที่แล้วเลือกความสงบจบที่ลุงตู่ แต่ตอนนี้ความสงบมีเกินไปแล้ว ถ้าจะให้คนเดิมบริหารประเทศ ว่า เวลามีการหาเสียงก็คงพูดไปแบบนั้น แต่ตนจะไปเตือนนายศุภชัย ย้ำว่าการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยไม่มีพูดถึงพรรคอื่น โดยแจ้งให้สมาชิกในพรรครับทราบว่า ให้พูดแต่เรื่องที่พรรคภูมิใจไทย ต้องการสื่อสารกับประชาชน และจะทำอะไรให้ประชาชน ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นและพรรคอื่น

เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจกับ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา​ นายก​รัฐมนตรี​ และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​กลาโหม​ในเรื่องนี้​ ในที่ประชุม​คณะรัฐมนตรี​ หรือไม่​ นายอนุทิน​ กล่าวว่า​ ฝากขอโทษผ่านสื่อไปยังนายกรัฐมนตรี​ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเจตนารมณ์​ของพรรคภูมิใจ​ไทย​ที่จะพูดถึงบุคคลอื่น

“ผมต้องขอโทษในการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนของผม ไปยังลูกพรรค ผมขอโทษแทน และจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก และกราบขอโทษนายกฯ ด้วย วันนี้เจอกับนายกฯ ในที่ประชุม ครม. ก็ต้องไปขอโทษท่าน เพราะเวลาขึ้นเวที มีบทเพลงพาไป แต่ไม่ใช่เป็นเจตนารมณ์ของพรรคภูมิใจไทย และหัวหน้าพรรคได้ย้ำแล้วว่า ห้ามพูดถึงคนอื่น

ผู้สื่อข่าวถามว่าการพูดดังกล่าวจะเป็นปัญหาในรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็น และพรรคภูมิใจไทยก็โดนพรรคอื่นใส่มาเต็ม ๆ เหมือนกัน จริง ๆ ถ้าไม่คิดมากเรื่องนี้เป็นปกติทางการเมือง แต่ตนคิดว่าการขัดแย้งในบ้านเมืองหรือพูดถึงคนอื่นในทางไม่ดี ไม่ใช่สไตล์การทำงานของตน

TRENDING
CRIMES

หนีไม่รอด!! สตม.สระแก้ว รวบ 2 ผู้ต้องหาหนีหมายจับ ขณะทำการหลบหนีไปปอยเปต

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสระแก้ว จับกุมผู้ต้องหาหนีหมายจับของศาลจังหวัดสระแก้ว และศาลจังหวัดนางรอง ที่บริเวณด่านผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ ขณะเตรียมเดินทางออกนอกประเทศไปยังฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา

วันที่ 31 ม.ค. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ตำบลอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.รุ่ง ทองมนต์ ผกก.ตม.จว.สระแก้ว, พ.ต.อ.พัฒนชัย ภมรพิบูลย์ ผกก., พ.ต.อ.วนัสชัย ยิ่งยงสมสวัสดิ์ ผกก.1 บก.ปส.2., พ.ต.อ.ธนเสฏฐ์ ประชาชัยศรี ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.2, พ.ต.อ.สมชาย ธีรภัทรไพศาล ผกก.2 บก.ทท.1, พ.ต.ท.ธันยวิช มณีโซติ รอง ผกก.1 บก.ปส.2, พ.ต.ท.สาโรจน์ ติระกิจพาณิชย์ รอง ผกก ตม.จว.สระแก้ว, พ.ต.ท.จิรพัฒน์ เขียวศิริ สว.ส.ทท.3 กก.2 บก. ทท.1 สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ตม.จว.สระแก้ว ประกอบด้วย พ.ต.ต.วงศกร วรรณสมบูรณ์ สว.ฯ, ร.ต.อ.หญิงประภารัตน์ ปิ่นประดับ รอง สว.ตม.จว.สระแก้ว, ร.ต.ท.สุรภูมิ กองไพรวัลย์ รอง สว.ฯ, ด.ต.วิทยา กาวิชัย ผบ.หมู่ฯ ร่วมกับ ตำรวจท่องเที่ยวสระแก้ว, ตำรวจ สภ.คลองลึก, ตำรวจ กก.1 บก.ปส.2 บช.ปส. ,ตำรวจ กก.สืบสวน 3 บก.สส.ภ.2 และ ตำรวจชุดสืบสวน กก.2 บก.ทท.1 ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายจีระศักดิ์ จำนงค์รักษ์ อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสระแก้ว ที่ จ.25/2566 ลง 24 มกราคม 2566 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ยักยอกทรัพย์”

ทั้งนี้ สำหรับพฤติการณ์ก่อนจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดจับทราบจากสายลับไม่ประสงค์ออกนาม แต่ประสงค์จะขอรับเงินรางวัล ว่าจะมีผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสระแก้ว จำนวน 1 คน จะเดินทางหนีออกไปนอกราชอาณาจักรไทย ทางจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ต่อมา เมื่อช่วงค่ำเวลาประมาณ 20.00 น.วานนี้ (30 ม.ค.) เจ้าหน้า ตม.จว.สระแก้ว โดยเจ้าหน้าที่ประจำจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก พร้อมชุดจับกุมได้ขอตรวจสอบหมายจับของผู้ต้องหา และตรวจพบว่า ผู้ต้องหาเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดสระแก้ว ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงหมายจับให้ผู้ถูกจับดู และได้อ่านให้ฟังเป็นที่เข้าใจ และผู้ต้องหายอมรับว่า เป็นบุคคลเดียวกันตามหมายจับของศาลจังหวัดสระแก้ว ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานดังกล่าวจริง และไม่เคยถูกจับกุมดำเนินคดีมาก่อน จึงแจ้งให้ทราบว่าเขาต้องถูกจับ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิ์ให้ทราบ ก่อนควบคุมตัวไปทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งให้ สภ.ปางสีดา เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

รวบหนุ่มเขมรแสบ!! ขนแรงงานเถื่อน 11 คน ส่งชายแดนจ่ายหัวละ 1,500 บาท

จับกุมหนุ่มเขมรสุดแสบ ขับรถไปรับแรงงานชาวกัมพูชา 11 คน จากชลบุรี เพื่อนำส่งชายแดนบ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว เพื่อลักลอบเดินเท้าข้ามชายแดน บริเวณช่องธรรมชาติกลับประเทศกัมพูชา ในช่วงเทศกาลตรุษจีน สารภาพจ่ายหัวละ 1,500 บาท หลังพบว่าก่อนนี้มีการลักลอบเข้ามาทำงานในไทยโดยผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.รุ่ง ทองมนต์ ผกก.ตม.จว.สระแก้ว, พ.ต.อ.ฐาปนนท์ หน่องพงษ์ ผกก.ตชด.12, พ.ต.อ.ทวี กิติวิริยกุล รรท.ผกก.สภ.คลองหาด พร้อมกำลัง ตำรวจ ตม.จว.สระแก้ว, ตำรวจ ตชด.12, ตำรวจ สภ.คลองหาด และทหาร ฉก.ร.2 กกล.บูรพา ออกลาดตระเวนบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตามเส้นทางธรรมชาติ อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว

ทั้งนี้ ขณะเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนมาถึงพื้นที่ถนนสายคลองหาด-บ้านเขาดิน เจ้าหน้าที่พบรถต้องสงสัย เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง อีซูซุ รุ่นมิวเซเว่น สีขาว ทะเบียน ชห 5827 กรุงเทพมหานคร วิ่งมาด้วยความเร็ว จากสี่แยก อ.คลองหาด จ.สระแก้ว มุ่งหน้าชายแดนบ้านเขาดิน ต.คลองหาด อ.คลองหาด จ.สระแก้ว เจ้าหน้าที่จึงออกไล่ติดตามพร้อมส่งสัญญาณให้หยุดรถเพื่อขอตรวจสอบ แต่รถยนต์คันดังกล่าวไม่ยอมหยุด แล้วเร่งเครื่องขับหลบหนี เจ้าหน้าที่ได้แจ้งแล้วทำการดักสกัดจับกุมไว้ได้ ที่บริเวณแยกทางเข้าไร่พลอยลดา ม.8 ต.คลองหาด อ.คลองหาด จ.สระแก้ว

ความคืบหน้าคนไทย 7 คน หลบหนีสถานที่กักขัง เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนในกัมพูชา กลับถึงประเทศไทยแล้ว

(สระแก้ว) ความคืบหน้าคนไทย 7 คน หลบหนีสถานที่กักขัง เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนในเมืองวาเวต ประเทศกัมพูชา กลับถึงประเทศไทยแล้ว โดย 4 คนเข้า-ออกถูกต้อง มีหนังสือเดินทาง แต่ถูกยึดและบังคับให้ทำงาน ซึ่ง 1 ใน 4 คน ทำไม่ได้ ถูกซ้อมและทำร้ายร่างกาย เพราะหลอกคนไทยไม่สำเร็จ

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้ากรณีคนไทยผู้ใช้เฟซบุกชื่อว่า “แร้วงัย คัยแคร์” ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก ขอความช่วยเหลือเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา โดยบอกว่า เป็นคนไทย 7 คน กำลังหนีเอาชีวิตรอดจากการถูกหลอกและกักขังบังคับให้ทำคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน ที่พิกัดเมืองบาเวต ประเทศกัมพูชา ติดชายแดนประเทศเวียดนาม แต่หนีออกจากบริเวณดังกล่าวไม่ได้ เนื่องจากมีลวดไฟฟ้า ต้องไปรวมตัวกันหลบอยู่ใต้บันไดหลายชั่วโมง ต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐไทยและกัมพูชา ซึ่งถือว่า เข้าข่ายการค้ามนุษย์ หากไม่มีการช่วยเหลือจะถูกตามจับกลับไปกักขังอีก โดยบอกเล่าเหตุการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก

จนกระทั่ง สามารถเจรจากับพนักงานรักษาความปลอดภัยชาวกัมพูชา จนนายทุนชาวจีนสั่งให้ปล่อยตัวทั้งหมดออกไปเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และทั้งหมดได้เหมารถตุ๊ก ๆ ออกมาจากพื้นที่และประสานเช่ารถ เดินทางออกมาจากพื้นที่เมืองบาเวต มายังกรุงพนมเปญ เพื่อประสานงานกับทางสถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ขอให้ส่งตัวเดินทางกลับประเทศไทย

ล่าสุด ช่วงเวลา 19.00 น.วานนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.รุ่ง ทองมนต์ ผกก.ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว ร่วมกับ พ.อ.อนุพงศ์ มูลบรรจบ ผบ.ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 13 โดยเจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 1302 ,นายบุรินทร์ ล่วงเขต ผช.ป้องกันจังหวัดสระแก้ว และกลุ่มช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ต่างแดน ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า “ก็แค่ คนธรรมดา” ได้ร่วมรับตัวคนไทยเหยื่อที่ถูกหลอกลวง ชักชวนให้ลักลอบข้ามแดนไปทำงานในกัมพูชา กลับสู่ประเทศไทย จำนวน 7 คน แบ่งเป็น ชาย 2 คน หญิง 5 คน ประกอบด้วย น.ส.วันวิสา (ขอสงวนนามสกุล), นายอภินันท์ (ขอสงวนนามสกุล), น.ส.จันทิมา (ขอสงวนนามสกุล), น.ส.สายธาร (ขอสงวนนามสกุล), น.ส.กฤษดาพร (ขอสงวนนามสกุล), นายประยูร (ขอสงวนนามสกุล) และ น.ส.อโณชา (ขอสงวนนามสกุล) บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ก่อนนำตัวมาสอบสวน ณ บริเวณทำการกองร้อยทหารพรานที่ 1302 และเข้าสู่กระบวนการคัดแยกเหยื่อตามขั้นตอน ก่อนส่งตัวกลับภูมิลำเนา

LITE

8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ‘จ่าคลั่ง’ ก่อเหตุกราดยิงที่โคราช หนึ่งในโศกนาฏกรรม ครั้งเลวร้ายที่สุดของไทย

ครบรอบ 3 ปี เหตุการณ์ จ่าคลั่ง ก่อเหตุกราดยิงผู้บริสุทธิ์ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

เรียกว่ายังคงจำฝังใจคนไทย สำหรับเหตุการณ์ กราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2563 เป็นเหตุกราดยิงในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 กรณีจ่าสิบเอก จักรพันธ์ ถมมา ใช้ปืนยิงผู้บังคับบัญชาและญาติถึงแก่ความตาย แล้วหลบหนีเข้ามาในตัวเมือง กราดยิงผู้คนตามรายทาง ก่อนเข้าไปซ่อนตัวหลบอยู่ในห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จับบุคคลในห้างเป็นตัวประกัน 

สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้นเริ่มขึ้น เวลาประมาณ 15.30 น. 8 กุมภาพันธ์ 2563 จ่าสิบเอก จักรพันธ์ ใช้ปืนยิงผู้บังคับบัญชา คือ พันเอก อนันต์ฐโรจน์ กระแสร์ อายุ 48 ปี ผู้บังคับกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 และนางอนงค์ มิตรจันทร์ อายุ 65 ปี แม่ยายของพันเอก อนันต์ฐโรจน์ ถึงแก่ความตายที่บ้านพักในตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ขณะที่นายหน้าวิ่งหนีไป จึงถูกไล่ยิงเข้าข้างหลังแต่ไม่เสียชีวิต

จากนั้น จ่าสิบเอก จักรพันธ์ ไปชิงอาวุธสงครามออกมาจากคลังอาวุธกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ ตำบลไชยมงคล โดยยิงทหารเวรกองรักษาการณ์ และทหารดูแลคลังอาวุธ มีพลทหารบาดเจ็บ 1 นาย เสียชีวิตอีก 1 นาย ต่อมา จ่าสิบเอก จักรพันธ์ ขับรถฮัมวีหลบหนีออกไปทางด้านหลังค่าย มุ่งไปทางวัดป่าศรัทธารวม ตำบลหัวทะเล เพราะทราบว่าภรรยาของผู้บังคับบัญชาออกไปทำบุญที่วัดป่าศรัทธารวม ได้กราดยิงผู้คนตามรายทางถึงแก่ความตายรวม 9 คน คนร้ายกราดยิงกระสุนนับร้อยนัด โดยยิงคนในรถเสียชีวิตและบาดเจ็บ ยังยิงเด็กนักเรียนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์และยังเดินไปยิงซ้ำอีก จากนั้นมีตำรวจมา 2 นาย ไม่ทันลงจากรถก็ถูกยิงจนพรุนเสียชีวิต แต่ปรากฏว่า ได้ทราบว่า ภรรยาของผู้บังคับบัญชาไปกินข้าวที่เทอร์มินอล 21 โคราช

7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ในหลวง ร.9 เสด็จฯ ทรงเปิด ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ เขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกของไทย

7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จทำพิธีเปิด ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ เขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ที่ทำประโยชน์ให้พื้นที่เกษตรภาคกลาง

วันนี้เมื่อ 66 ปีมาแล้ว เป็นวันสำคัญเมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในการทำพิธีเปิด ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ ซึ่งเป็นเขื่อนทดน้ำแห่งแรกของประเทศไทย

6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ‘วันมวยไทย’ มรดกภูมิปัญญาจากบรรพชน เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าเสือ ‘พระบิดาแห่งมวยไทย’

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ถือเป็น ‘วันมวยไทย’ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าเสือ ‘พระบิดาแห่งมวยไทย’ พระมหากษัตริย์ไทยที่มีพระปรีชาสามารถด้านมวยไทย ส่งต่อภูมิปัญญามาจวบจนปัจจุบัน

‘มวยไทย’ เป็นศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตัวของชนชาติไทย มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมล้ำค่า ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ประกาศขึ้นทะเบียนมวยไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ สาขากีฬาภูมิปัญญาไทย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เพื่อให้มรดกภูมิปัญญานี้ได้รับการยกย่อง ส่งเสริม และเชิดชูให้คนในชาติให้ความสำคัญต่อศิลปะการป้องกันตัวของชาติไทย ได้รับการสืบสาน รักษาพร้อมต่อยอด เป็น Soft Power พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ยั่งยืน 

ECONBIZ

เริ่มแล้ว!! 'งานชมพู่หวานและของดีอำเภอคลองหาด' ส่งเสริมอาชีพ-สร้างรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

(สระแก้ว) ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เปิดงานชมพู่หวานและของดีอำเภอคลองหาด ครั้งที่ 24 จัดขึ้นที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ระหว่างวันที่ 6-15 กุมภาพันธ์ 2566 นี้

(8 ก.พ. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เดินทางไปเปิดงานชมพู่หวานและของดีอำเภอคลองหาด ครั้งที่ 24 พร้อมทั้งมอบเกียรติบัตรการประกวดผลผลิตทางการเกษตร โดยการจัดงานในครั้งนี้ กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 6-15 กุมภาพันธ์ 2566 โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เช่น การประกวดผลผลิตทางการเกษตร การประกวดเทพีชมพู่หวาน (ดาวค้างฟ้า)

สำหรับงานชมพู่หวานและของดีอำเภอคลองหาด ครั้งที่ 24 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งเพิ่มพูนรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในพื้นที่ โดยเฉพาะชมพู่และลำไย ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงของอำเภอคลองหาด อีกทั้งเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมเศรษฐกิจของท้องถิ่น สร้างมูลค่าทางการตลาดให้กับเกษตรกร ในทุกหมู่บ้านและชุมชน จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชน ได้มาเที่ยวชมงานและเลือกซื้อสินค้าภายในงานตลอด 10 วัน

ที่มา : https://www.77kaoded.com/news/thanapat/2400918

‘ปตท.’ มุ่งต่อยอด ‘ขยะ’ สู่วัสดุทดแทนที่มีคุณค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม - สอดคล้อง BCG Model

ปตท. มุ่งพัฒนาศักยภาพ 'ขยะ' ต่อยอดเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ร่วมขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติ (BCG Model) ของประเทศไทย

จากวัสดุเหลือทิ้ง หรือ ‘ขยะ’ ที่ถูกมองข้าม ปตท. โดยทีมนักวิจัย จากสถาบันนวัตกรรม และ บริษัท เอช จี เนกซ์ จำกัด จับมือร่วมพัฒนาต่อยอดจนได้ทางออกที่สมบูรณ์ให้กับผู้ที่อยากเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากรทดแทนที่มีคุณค่า เติมเต็มช่องว่างของการค้นหาทรัพยากรใหม่ ๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัดในปัจจุบัน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดพิธีเปิดงานนิทรรศการ ‘Waste is MORE’ โดยมี นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นให้เห็นถึงมิติของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านการพัฒนาศักยภาพของ ‘ขยะ’ ที่ถูกมองว่าไร้ค่า ให้กลายเป็นวัสดุทดแทนที่ ‘ไม่ไร้ค่า’ อีกต่อไป โดย ปตท. พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันศักยภาพของนวัตกรรมการวิจัย และการออกแบบของคนไทย ให้เติบโตไปแข่งขันในเวทีระดับโลก ทั้งยังคำนึงถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ปตท. ร่วมแก้วิกฤตฝุ่น PM 2.5 หนุนพนักงาน Work from Home

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.66 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.)  กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่นิ่งและปิด ทำให้ฝุ่นละอองสะสมตัวมากขึ้น และส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานของคนไทย เราตระหนักถึงปัญหาจึงมีนโยบายให้พนักงานที่ปฏิบัติงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร, ปทุมธานี, นครราชสีมา, พระนครศรีอยุธยา, ระยอง, ราชบุรี และขอนแก่น ปฏิบัติงานในที่พัก (Work from Home) ระหว่างวันที่ 3 – 5 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อร่วมลดผลกระทบที่เกิดจากการสัญจร

ทั้งนี้ ปตท. ยึดมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชม และสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ซึ่งเร็วกว่าที่ประเทศกำหนด ด้วยกลยุทธ์เชิงรุก 'ปรับ เปลี่ยน ปลูก' ปรับกระบวนการผลิต ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการให้ได้สูงสุด เปลี่ยนสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยมุ่งธุรกิจพลังงานสะอาด อาทิ พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ปลูกป่าเพิ่ม 2 ล้านไร่ โดย ปตท. เป็นแกนหลักในการปลูก 1 ล้านไร่ ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) และกลุ่ม ปตท. อีก 1 ล้านไร่ เพื่อเพิ่มปริมาณการดูดซับก๊าซเรือนกระจกจากชั้นบรรยากาศด้วยวิธีทางธรรมชาติ

ปตท. พร้อมดำเนินการในทุกมิติเพื่อเป็นส่วนหนี่งในการช่วยลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ และจะอยู่เคียงข้างคนไทยเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างมั่นคงและยั่งยืน

© Copyright 2022, All rights reserved. Eec Time Thailand
Take Me Top